รถของคุณมีค่าใช้จ่ายกิโลเมตรละเท่าไร?

คำนวณค่าใช้จ่ายจริงของรถต่อกิโลเมตร รวมค่าน้ำมัน ประกันภัย เข้าศูนย์ ภาษีรถยนต์ทั้งปี แล้วหารด้วยระยะทางที่ขับ พร้อมตัวอย่างการคำนวณเป็นบาท

รถแล่นบนทางหลวงที่ว่างเปล่ายามพระอาทิตย์ตก มีหลักบอกระยะเรียงอยู่ริมไหล่ทาง

รวมเงินที่จ่ายให้รถตลอดหนึ่งปี แล้วหารด้วยระยะทางที่ขับ ถ้าจ่ายไป 75,000 บาทและขับ 15,000 กม. ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 5 บาทต่อกิโลเมตร ค่าน้ำมันมักเป็นแค่ราวครึ่งหนึ่งของตัวเลขนี้ คนส่วนใหญ่จึงแปลกใจเมื่อคำนวณครั้งแรก

ตัวอย่างการคำนวณ

นี่คือค่าใช้จ่ายหนึ่งปีของรถเก๋งขนาดกลางเครื่องยนต์เบนซิน (ตัวเลขตัวอย่าง)

รายการจำนวนเงิน
ค่าน้ำมัน37,500 บาท
ประกันภัย (รวม พ.ร.บ.)18,000 บาท
เข้าศูนย์และซ่อม12,000 บาท
ภาษีรถยนต์ประจำปี1,500 บาท
ค่าจอดรถและค่าทางด่วน6,000 บาท
รวม75,000 บาท

เลขไมล์เพิ่มจาก 40,000 เป็น 55,000 กม. รถจึงวิ่งไป 15,000 กม. 75,000 ÷ 15,000 = 5 บาทต่อกิโลเมตร หรือเฉลี่ยเดือนละ 6,250 บาท

ถ้าคิดเฉพาะค่าน้ำมันจะได้ 37,500 ÷ 15,000 = 2.50 บาทต่อกิโลเมตร อีก 2.50 บาทที่เหลือคือค่าใช้จ่ายที่คนมักลืม เวลาพูดว่าทริปนี้ “เสียแค่ค่าน้ำมัน”

ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ หรือต้นทุนการเป็นเจ้าของ?

ตัวเลขข้างบนคือค่าใช้จ่ายในการใช้รถ ยังไม่รวมค่าเสื่อมราคา หรือมูลค่าที่รถลดลงในแต่ละปี ถ้ารถคันนี้มีมูลค่าลดลง 45,000 บาทเมื่อสิ้นปี ต้นทุนการเป็นเจ้าของทั้งหมดจะเป็น 120,000 บาท หรือ 8 บาทต่อกิโลเมตร

ใช้ค่าใช้จ่ายในการใช้รถเพื่อวางงบรายเดือน ใช้ต้นทุนการเป็นเจ้าของเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะใช้รถคันเดิมต่อ เปลี่ยนคันใหม่ หรือเทียบกับการเช่ารถระยะยาวหรือคาร์แชริ่ง

สถิติของ Fuelio บน iPhone แสดงค่าน้ำมันปีนี้ เดือนนี้ ปีก่อน และเดือนก่อน พร้อมยอดที่ต่ำที่สุดและสูงที่สุด
สถิติใน Fuelio แสดงค่าน้ำมันที่จ่ายไปรายปีและรายเดือน ส่วนหน้าสถิติค่าใช้จ่ายจะรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้ด้วย

คิดเป็นต่อไมล์

ถ้าคุณใช้ไมล์ วิธีคำนวณก็เหมือนกันทุกอย่าง 1 ไมล์เท่ากับ 1.609 กม. ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรคูณด้วย 1.609 จะได้ค่าใช้จ่ายต่อไมล์ 5 × 1.609 ≈ 8.05 บาทต่อไมล์ ส่วนค่าใช้จ่ายต่อไมล์หารด้วย 1.609 ก็จะกลับมาเป็นค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร

ทำไมตัวเลขจึงเปลี่ยนไป

ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรไม่ใช่ค่าคงที่ ยิ่งขับมาก ตัวเลขยิ่งลดลง เพราะค่าใช้จ่ายคงที่อย่างค่าประกันถูกเฉลี่ยออกไปกับระยะทางที่มากขึ้น และจะพุ่งขึ้นในปีที่มีการซ่อมใหญ่ ราคาน้ำมันที่ขึ้นลงทำให้ตัวเลขขยับเล็กน้อย การเปลี่ยนยางทั้งชุดทำให้ขยับมากกว่า การเทียบปีต่อปีช่วยบอกได้ว่ารถที่อายุมากขึ้นเริ่มมีค่าใช้จ่ายสูงเกินความคุ้มค่าแล้วหรือยัง

ใส่ข้อมูลให้ครบและถูกต้อง

ผลการคำนวณแม่นยำได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับบันทึกที่ใช้ ถ้าลืมใส่ค่าประกันหนึ่งงวดหรือค่ายางหนึ่งชุด ผลลัพธ์อาจต่ำกว่าความจริง 10% หรือมากกว่านั้น ดูว่าควรบันทึกอะไรบ้างได้ในคู่มือติดตามค่าใช้จ่ายรถ สำหรับส่วนค่าน้ำมัน ให้ใช้อัตราสิ้นเปลืองที่วัดได้จริง (วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองแบบ MPG) แทนตัวเลขจากผู้ผลิต

Fuelio คำนวณให้คุณ หน้าสถิติค่าใช้จ่าย* แสดงค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อกิโลเมตรของค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมกัน และของค่าน้ำมันอย่างเดียว บันทึกการเติมน้ำมันแสดงตัวเลขนี้ทุกครั้งที่เติม โดยใช้ราคาของน้ำมันที่คุณใช้ไปจริงในช่วงนั้น (คำนวณอย่างไร) ถ้าต้องการดูเฉพาะช่วงเวลาที่เลือก หรือรวมมูลค่าที่รถลดลงด้วย ให้สร้างรายงาน Cost of Ownership* กรอกราคาที่ซื้อรถและมูลค่าปัจจุบัน รายงานจะแสดงค่าใช้จ่ายต่อเดือนและต่อวันด้วย ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถิติและรายงาน

* บน iPhone ฟีเจอร์ค่าใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของ Fuelio Premium บน Android ใช้ได้ฟรี

คำนวณค่าใช้จ่ายรถต่อกิโลเมตร

  1. รวมค่าใช้จ่ายรถทั้งปี. รวมค่าน้ำมัน ประกันภัย (รวม พ.ร.บ.) ค่าเข้าศูนย์ ค่าซ่อม ค่ายาง ภาษีรถยนต์ประจำปี ค่าจอดรถ และค่าทางด่วน
  2. หาระยะทาง. นำเลขไมล์ตอนสิ้นปีลบด้วยเลขไมล์ตอนต้นปี
  3. หาร. นำค่าใช้จ่ายรวมหารด้วยระยะทาง จะได้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรหรือต่อไมล์
  4. ตัดสินใจเรื่องค่าเสื่อมราคา. ถ้าต้องการต้นทุนการเป็นเจ้าของรถทั้งหมด ให้บวกมูลค่ารถที่ลดลงในปีนั้น แล้วหารอีกครั้ง

คำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้

ควรรวมค่าเสื่อมราคาด้วยไหม?

ควรรวมเมื่อเทียบระหว่างการมีรถเป็นของตัวเองกับการเช่าระยะยาวหรือการเปลี่ยนรถ เพราะค่าเสื่อมราคามักเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด แต่ไม่ต้องรวมเมื่อวางงบเงินสดรายเดือน เพราะคุณยังไม่ได้จ่ายจริงจนกว่าจะขายรถ

ทำไมขับน้อยลงแล้วค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรกลับสูงขึ้น?

ค่าประกัน ภาษีรถ และค่าเสื่อมราคาต้องจ่ายไม่ว่ารถจะวิ่งหรือจอดอยู่เฉยๆ เมื่อเฉลี่ยกับระยะทางที่น้อยลง แต่ละกิโลเมตรจึงต้องแบกต้นทุนส่วนนี้มากขึ้น ส่วนค่าน้ำมันต่อกิโลเมตรแทบไม่เปลี่ยน

ดูเพิ่มเติม: สถิติและรายงาน